จริงๆแล้วการติดตั้งก็ไม่ได้มีวิธีเดียวครับ แต่การติดตั้งข้างล่างนี้จะเป็นการติดตั้งโดยใช้ virtualenv ด้วยซึ่งจะทำให้ package แยกกันโดยอิสระในแต่ละ project ที่เราทำงานครับ เวลาลบก็ลบง่าย เพราะไม่เกี่ยวกับระบบเลย จะเป็นการติดตั้งสำหรับแค่ตัวเราเท่านั้น

Django for OSX

สิ่งที่จำเป็นต้องมี คือ HomeBrew ถ้ายังไม่มีสามารถติดตั้งผ่าน Terminal โดยพิมคำสั่งตามนี้

$ ruby -e "$(curl -fsSL https://raw.github.com/mxcl/homebrew/go)"

หลังจากติดตั้ง brew แล้ว เราก็มาเริ่มลงสิ่งที่จำเป็นในชีวิตกันครับ

$ brew install git mercurial

หลังจากนั้นก็ติดตั้ง database ตามชอบใจ

ถ้าใช้ MySQL

$ brew install mysql

ถ้าใช้ PostgreSQL

$ brew install postgresql

ต่อมาก็ลงเรื่องของ python กันต่อครับ สิ่งที่จำเป็นในชีวิตของ python ก็คือตัวหาและลง library ที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย

$ sudo easy_install pip

easy_install เป็น package manager ตัวนึงของ python ที่เดี๋ยวก็ไม่ค่อยจะใช้กันแล้วเพราะ pip ทำได้ดีกว่ามากๆ ที่เราต้องใช้ easy_install นั้นเพราะเราไม่มี package manager อื่นที่มี pip กันเลยทีเดียวใน OSX ก็เลยต้องใช้มันลง pip ก่อน ส่วนการใช้ sudo ผมคิดว่าน่าจะเหมาะสมแล้วเพราะ pip ก็เป็น package manager ตัวนึงไม่น่าที่จะต้องทำให้แบ่งตาม user และสิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือ เราต้องทำต่อไปคือ ลง virtualenv

$ sudo pip install virtualenv virtualenvwrapper

ส่วนนี้ก็ยังลงในระบบกันต่อไป เพราะประเด็นเราคือแยก แต่ละ virtualenv ตามแต่ละ project เราจะต้องทำให้ command shell เรารู้จัก virtualenv ด้วยการใส่ใน ~/.bash_profile

# python virtualwrapper
export WORKON_HOME=$HOME/.virtualenvs
source /usr/local/bin/virtualenvwrapper.sh

แล้วก็

$ source ~/.bash_profile

เพื่อให้ command shell เรารับสิ่งที่เราใส่ไปครับ เท่านี้เครื่องของเราก็พร้อมที่จะใช้งาน django กันแล้ว หลังจากนี้เราก็ทำการสร้าง virtualenv กันครับ

$ mkvirtualenv django  # จริงๆ จะเป็นชื่ออะไรก็ได้นะครับ ตามใจตรงนี้

เท่านี้เราก็แทบจะเรียกว่า เครื่องเราพร้อมกับการใช้ django แล้วครับ ถึงเวลาเริ่มจริงๆแล้ว

$ workon django
(django)$ pip install django
(django)$ mkdir -p project
(django)$ cd project
(django) project$ ./manage.py runserver

เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

Django for Debian

ก็จะเป็นแค่สำหรับ distro ที่เป็น debian นะครับ เพราะปกติผมก็ใช้ debian เป็นหลักครับ เช่น Debian, Ubuntu, Mint, … ถ้าเป็น Arch หรือ Fedora หรืออย่างอื่นก็จะมีคำสั่งต่างกันออกไปเล็กน้อยนะครับ ก่อนอื่นก็ลงโปรแกรมที่จำเป็นต่อชีวิต

$ sudo apt-get install build-essential git mercurial python-pip python-dev

มันก็แล้วแต่จะใช้ database อะไรนะครับ

  • SQLite ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม
  • MySQL

      $ sudo apt-get install mysql-server
      $ sudo apt-get build-dep python-mysqldb
    
  • PostgreSQL

      $ sudo apt-get install postgresql
      $ sudo apt-get build-dep python-psycopg2
    

ติดตั้งกันต่อ คราวนี้เป็น virtualenv ครับ

$ sudo pip install virtualenv virtualenvwrapper

หลังจากนั้นก็ต้องใส่ virtualenv path หน่อย เพื่อให้เราใช้งานมันง่ายๆ

$ vi ~/.bashrc

เพิ่มบรรทัดนี้ด้านล่าง

# python virtualwrapper
export WORKON_HOME=$HOME/.virtualenvs
source /usr/local/bin/virtualenvwrapper.sh

จากนั้นก็ reload ซักที

$ source ~/.bashrc

จริงๆแล้ว อาจจะใช้ nano แทน vi ก็ได้ครับ แต่เชื่อเถอะครับ ถ้ายังไม่เคยใช้ vi ลองทนใช้ดูแล้วจะไม่อยากใช้อย่างอื่นอีกเลย หลังจากนี้เราก็ทำการสร้าง virtualenv กันครับ

$ mkvirtualenv django  # จริงๆ จะเป็นชื่ออะไรก็ได้นะครับ ตามใจตรงนี้

เท่านี้เราก็แทบจะเรียกว่า เครื่องเราพร้อมกับการใช้ django แล้วครับ ถึงเวลาเริ่มจริงๆแล้ว

$ workon django
(django)$ pip install django
(django)$ mkdir -p project
(django)$ cd project
(django) project$ ./manage.py runserver

เป็นอันเสร็จสมบูรณ์